วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๖



ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๖ สสอ.ขุขันธ์และภาคีเครือข่าย
             ๒๖ ธันวาคม ๕๕ งานฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้  รวมกิจกรรมต่างๆมาจัดร่วมกัน ๓ งานด้วยกัน  งานแรก ได้แก่ ฉลองความก้าวหน้าของบุคลากรในสังกัด สสอ.ขุขันธ์   คุณวัชรินทร์  เตียนสิงห์  ผอ.รพ.สต.ขนุน  ได้รับตำแหน่ง เจ้าพนักงานสาธารณสุขอาวุโส  และ ได้รับรับตำแหน่ง ผอ.รพ.สต.ใหม่ของเจ้าหน้าที่อีก ๒ ท่าน  ได้แก่  คุณสุทธิรักษ์  จงราช  ได้รับตำแหน่ง ผอ.รพ.สต.ทับทิมสยาม ๐๖ และ คุณพีรศิลป์  นิลวรรณ  ได้รับตำแหน่ง ผอ.รพ.สต.วิทย์  งานที่สอง ได้แก่ งานเลี้ยงฉลองปีใหม่  และงานที่สาม  ได้แก่  การเลี้ยงส่งบุคลกรในสังกัด  ย้ายไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัด  คุณสมศักดิ์  หงส์ทอง  นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ  ย้ายไป สสจ.มุกดาหาร
ทำบุญส่งท้ายปีเก่าค่ะ
ถวายภัตตาหารเพล
ขอให้งานวิจัยผ่านทีเถอะ
                บรรยากาศ โดยรวม จะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ที่ประมวลภาพความสุขและประทับใจได้เลยค่ะ  













วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การพัฒนาศักยภาพทีมงาน "การศึกษาดูงาน"

          ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายๆหน่วยงานมีการเติมไฟให้แก่บุคคลกรในหน่วยงานของตนเอง และการจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน ก็เป็นแบบที่หลายๆแห่งเลือก เหตุผล เพราะอะไรน่ะเหรอคะ ก็คงจะแล้วแต่ผู้บริหารและทีมจะวิเคราะห์และพืจารณาว่าเพราะอะไร แต่ประเด็นที่สำคัญคือ  การได้เปิดหู เปิดตา ได้พบปะเจอะเจอเรื่องราวใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิต  บรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากสถานที่ทำงานเดิมๆคงเสริมพลังใจให้เกิดขึ้นมาใหม่แก่คนทำงานได้บ้าง โดยเฉพาะคนทำงานหนักๆมาทั้งปีอย่างดิฉัน
           หลายคนก็วิเคราะห์-อภิปราย-คิดไปต่างๆนาๆ เช่น ศึกษาดูงานใช้เงินมาก ไปก็ไม่ได้อะไร ไม่สนุก มีแต่กิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ ร้อง-เล่น-กิน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เอางบประมาณขนาดนี้และเวลาที่มีอยู่ไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม? ว่าไปแล้วเหรียญมีสองด้าน การศึกษาดูงานก็มีสองด้านเหมือนกันนะคะ ถ้าอธิบายตาม ดร.ท่านหนึ่งที่เคยสอนดิฉันมา ตอนที่เรียนปริญญาโท ม.วิทยาลัยรังสิต  "ทฤษฎีม้าลาย" โดย ท่าน ดร.สุรพล ศรีวิทยา ท่านกล่าวว่า ตัวม้าลาย ในสีขาวยังมีสีดำและในสีดำยังมีสีขาว  ตกลงแล้วจริงๆม้าลายตัวนั้น มีสีขาวหรือสีดำ สีไหนเป็นพื้นหรือสีไหนเป็นลาย หลายคนบอกว่า สีขาวลายดำ แต่ในทางกลับกัน ท่านไม่คิดหรือว่า ความจริงแล้ว ม้าลายอาจจะมีสีดำลายขาวก็ได้ สุดแล้วแต่มุมมอง
           ปีนี้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานประกันสุขภาพของ รพ.สต.โคกเพชร เพิ่งกลับจากการศึกษาดูงานที่เกาะล้าน -พัทยา -ชลบุรี  ความจริงโปรแกรมนี้มีข้อดีมากมาย และทำให้เกิด Idea ในการทำงานได้หลายประเด็นทีเดียวค่ะ วัตถุประสงค์ดูงานที่ ฉันประเมินให้ จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ มีดังนี้
           1. สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งมีความสำคัญมากในการทำงาน : ทีมงานต้องมีความสมัครสมานสามัคคีกัน รักใคร่ปรองดอง งานจึงจะสำเร็จ คะแนนเต็มร้อย ให้ ร้อยละ 100
           2. สถานที่ดูงานมีความหลากหลาย แปลกใหม่ ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย :สมองปลอดโปร่ง คิดงานได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น ให้ ร้อยละ 95
           3. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ใจกว้าง มีเหตุมีผล :ในระหว่างการเดินทางอันยาวไกล เราจะได้เห็นความเป็นตัวตนของคนแต่ละคนมากขึ้น ให้ร้อยละ 85
           4. ความสามารถในการอยู่ร่วมกัน ระหว่างทีมงาน ให้ร้อยละ 82
           5. ความสามารถในการจัดการกับปัญหาและอุปสรรคในระหว่างการเดินทาง ให้ร้อยละ 100
           6. ฝึกความอดทนในชีวิตและการปรับตัวในสังคม ให้ร้อยละ 100

           แต่ละกิจกรรม ล้วนมีความหมายและมีคุณค่า  สำหรับคนทำงานค่ะ  บางคนทำงานมาทั้งปี คิดออกแต่รูปแบบวิธีการเดิมๆ หากได้เปลี่ยนสถานที่บ้าง ความคิดสร้างสรรค์อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัด การลงทุนในการพัฒนาคน มีความสำคัญมากคะ บางครั้ง เพราะถึงอย่างไร มันก็ต้องมีความคุ้มค่าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในระยะสั้นและระยะยาวก็ตาม ตัวอย่างเช่น เราอยากให้ลูกเรียนสูงๆเรียนในคณะที่เราชอบ โดยไม่รู้ว่า เขาจะเรียนจบไหม เขาจะจบแล้วไปทำงานอะไร เขาจะมีเพื่อนแบบไหน เจอสิ่งดีหรือสิ่งร้าย หนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีใครบอกได้ เช่นเดียวกัน การใช้งบประมาณในการดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพคนก็แบบนั้น คนที่ไปดูงานจะมองเห็นในสิ่งเดียวกันแต่ให้ความหมายต่างกันได้ คิดต่างกันได้ เข้าใจต่างกันได้ และได้อะไรๆที่แตกต่างกันได้  บางครั้งจึงมีความสำคัญที่เราจะต้องให้แต่ละคนได้เล่า/อธิบาย บอกว่าไปดูงานครั้งนี้ได้อะไรบ้าง เกิด Idea อะไรใหม่ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน พัฒนาครอบครัวและสังคมบ้าง  คนไปดูงานมา 100 ครั้ง มาเล่าบอกว่าเห็นแบบนั้นเห็นแบบนี้ เราก็คงคิดไม่ออก ถ้าไม่ได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง
           เสมือนหนึ่งคนที่เคยนั่งเครืองบิน สามารถเล่าบอกได้ว่า เวลาเครื่องจะบินขึ้น มันมีความรู้สึกอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง บริเวณรอบๆตัวเขา  แต่สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งเครื่องบิน ต่อให้เราอธิบายอย่างไร เขาก็คงไม่เข้าใจหรอก ของแบบนี้ มันต้องเรียนรู้และสัมผัสเอง

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การประยุกต์ใช้การออกกำลังกายแบบบาสโลป(Paslop Dance) ที่ตำบลโคกเพชร อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ



 
           การประยุกต์ใช้การออกกำลังกายแบบบาสโลป(Paslop Dance) เพื่อลดขนาดเส้นรอบเอวในกลุ่มของผู้ป่วยเบาหวาน  กลุ่มเสี่ยงที่มีเส้นรอบเอวเกิน ระดับความดันโลหิตเริ่มผิดปกติ และกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มประชาชนแกนนำสุขภาพและประชาชนท่วไป ในตำบลโคกเพชร  อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ  เป็นผลงานวิชาการ  "งานวิจัยกึ่งทดลอง ที่ได้รับการคัดเลือกนำเสนอในระดับกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 12 กันยายน 55 ที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่. จังหวัดสงขลา"
         
ขอขอบคุณ : รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ทีวีสีช่อง 3 ออกอากาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ขุขันธ์-สงขลา

ความหลากหลายทางความรู้และความคิดทำให้งานวิชาการเป็นงานที่สร้างรอยยิ้มและความสุขของคนทำงาน
          มีโอกาสได้รับการคัดเลือกเพื่อนำเสนอผลงานวิชาการระดับกระทรวง การเดินทางที่ยาวนานแต่ทุกบรรยากาศมีความประทับใจและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายด้านสาธารณสุขระหว่างอำเภอที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน  ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ  ท่านนายแพทย์ประวิ  อ่ำพันธ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษและหัวหน้าฝ่ายผู้รับผิดชอบงานระดับจังหวัดทุกท่าน  ที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางไปครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในระดับตำบลคงได้มีโอกาสในการพัฒนาตนเองและพัฒนางานด้านสาธารณสุข เพื่อให้เกิดผลดีแก่สุขภาพประชาชนต่อไป   มีภาพกิจกรรมให้ตามไปดูนะคะ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.242022952587407.52080.206489359474100&type=1


ผลงานวิชาการนำเสนอระดับกระทรวง



การประยุกต์ใช้การออกกำลังกายแบบบาสโลปในการลดเส้นรอบเอวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โคกเพชร อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
เพ็ญทิวา  สารบุตร
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
รหัสประจำตัวประชาชน 3330100241940,Email:pentiva_1@hotmail.com
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โคกเพชร
Oral Presentation
         
บทคัดย่อ

จากข้อมูลการตรวจสุขภาพประจำปีของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โคกเพชร ย้อนหลัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 2555 พบว่า ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานมีเส้นรอบเอวเกินมาตรฐานมาโดยตลอดและเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลขุขันธ์มากกว่า 1 ปีขึ้นไป การมีเส้นรอบเอวที่เกินมาตรฐานส่งผลกระทบต่อสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานที่ขาดความสมดุลในการดำเนินชีวิต การประยุกต์ใช้การออกกำลังกายแบบบาสโลปสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โคกเพชร อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ  เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experiment Research) มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบเส้นรอบเอวของผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าร่วมกิจกรรมการออกกำลังกายแบบบาสโลป ก่อนและหลังการทดลอง ศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีเส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน จำนวน 31 คน ที่ขึ้นทะเบียนโรคเบาหวาน ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โคกเพชร วิธีการศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โคกเพชร ได้นำผู้ป่วยเบาหวานออกกำลังกายแบบบาสโลป เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน  2555 ถึง 4 พฤษภาคม 2555 โดยมีการจัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบบาสโลป ทุกวันๆละ 20-30 นาที เก็บข้อมูล โดยการวัดเส้นรอบเอวก่อนและหลังการออกกำลังกายแบบบาสโลป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) โดยการวิเคราะห์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีข้อมูลมีการกระจายแบบไม่ปกติ วิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน ค่าสูงสุดต่ำสุด สถิติเชิงอนุมาน Paired Sample test ผลการศึกษา พบว่า อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง = 61.60 ปี (SD=10.51 ปี) หลังการทดลอง ด้วยการออกกำลังกายแบบบาสโลปของกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า เส้นรอบเอวของกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05(p-value <0.0001:95%CI=1.43-2.15) t=9.9170 จากผลการทดลอง การออกกำลังกายแบบบาสโลป   สามารถลดเส้นรอบเอวลงได้ และสามารถขยายผลรูปแบบการออกกำลังกายไปสู่ประชากรกลุ่มอื่นๆได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายป้องกันโรคภัยเงียบสำหรับประชาชนต่อไป

คำสำคัญ  การออกกำลังกาย,แบบบาสโลป,ผู้ป่วยเบาหวาน

ภาพกิจกรรมดูได้ที่https://www.facebook.com/media/set/?set=a.4033928285120.2154318.1189065890&type=3

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

งานยาเสพติด ใน รพ.สต.

         สถานการณ์ด้านยาเสพติดในตำบลโคกเพชร ที่สร้างความลำบากใจต่อคนที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ มาโดยตลอดในหลายปีที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาการเสพติดสุราและบุหรี่  ในรอบ 6 เดือนหลังนี้ มีผู้ที่ชีวิตจากการเป็นมะเร็งตับ จำนวน 2 ราย เป็น เพศหญิงทั้งสองราย  จากจำนวนผู้เสียชีวิตในรอบปี 2555 จำนวน 22 ราย  
กรณีศึกษาที่ 1 ผู้เสียชีวิตมีอายุ 48 ปี  จบการศึกษาชั้น ม.6 เคยได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.อบต.1 สมัย น้ำหนักโดยประมาณ 48-52 กิโลกรัม ส่วนสูง 140 เซนติเมตร มักทำตัวเป็น “ทอมบอย” ชอบดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ สอบถามประวัติของผู้เสียชีวิตจากพี่สาวของเขา ย้อนหลังกลับไปร่วม 10 ปี พบว่า ผู้เสียชีวิต ดื่มเหล้าทุกสัปดาห์ๆละ 2-3 วัน  ดื่มได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ ปริมาณอย่างน้อยครั้งละ 1 กั๊ก (เท่าขวด M-150) ผู้เสียชีวิตมักมีกับแกล้มเป็นแบบสุกๆดิบๆร่วมด้วย เช่น ก้อยปลา  ก้อยกุ้ง หรือ ลาบเลือด  เป็นต้น ในด้านการสูบบุหรี่  ผู้เสียชีวิตมีการสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 20 ปี และสูบมาตลอด สูบได้ทั้งที่เป็นบุหรี่ยาเส้นหรือยาซอง อย่างน้อยวันละ 10 มวน  ผู้เสียชีวิตไม่ค่อยชอบการออกกำลังกายที่บอกว่า 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ ไม่สามารถทำได้เลย  มักมีความเครียดบ่อยๆ เป็นคนคิดมาก แต่รักครอบครัว เอาใจใส่ครอบครัวดีมาก แม้จะดูเหมือนไม่ค่อยคิดอะไร แต่เป็นคนจริงจังในชีวิต เป็นคนนอนหลับยากและนอนไม่ค่อยหลับและมีการขับถ่ายยาก ไม่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้และตรวจ ผู้เสียชีวิตมักจะเดินหนี และไม่สนใจรับฟัง
          ปัญหาของการมีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดประเภทเหล้าและบุหรี่ในปริมาณมากต่อวันและใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน  อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่ทำให้ผู้ป่วยจบชีวิตด้วยมะเร็งตับในวัยที่ไม่สมควร เป็นสมมติฐานที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ตั้งเป็นข้อสังเกต หลังจากการได้มีโอกาสได้ ซักถามประวัติจากญาติของผู้เสียชีวิตแล้ว  ส่วนพฤติกรรมสุขภาพที่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงของโรคตามมาได้แก่ พฤติกรรม 3 อ. ที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันตนเองมาก่อนหน้านั้นแล้ว
         ชีวิตของเธอใช้เป็นอุทาหรณ์ของคนรุ่นใหม่ในตำบลโคกเพชร ผู้นำชุมชนหรือประชาชนทั่วไป ที่ปัจจุบันกำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ได้สนใจสุขภาพร่างกายของตนเอง จนลืมมองไปว่า ร่างกายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถถูกทำลายได้ด้วยสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พี่สาวของผู้ตาย กล่าวว่า เสียใจมากต่อการจากไปของน้องสาวในวัยขนาดนี้ เพราะเขายังสามารถทำสิ่งดีดีให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย รวมถึงทำสิ่งดีดีสำหรับครอบครัวที่เธอรักได้อีกหลายอย่าง  แต่หมดโอกาสลงแล้ว พี่สาวของผู้เสียชีวิตพูดอย่างสะเทือนใจ เวลาบอกว่าให้ลดบุหรี่ลงหน่อยนะ เขาก็ไม่สนใจฟัง เอาไว้ก่อน  วันหลังหละกัน  เดี๋ยวก่อน เป็นคำพูดที่เธอฟังจนชินแล้ว  จนสุดท้ายวันนี้ก็มาถึงอย่างรวดเร็ว จนตั้งตัวไม่ทัน 
กรณีศึกษาที่ 2 ผู้เสียชีวิตมีอายุ 49 ปี ไม่ได้สมรส ไม่จบการศึกษาแม้ชั้น ป.4 น้ำหนักโดยประมาณ 54-56 กิโลกรัม ส่วนสูง 155 เซนติเมตร มักทำตัวเป็น “ทอมบอย” ชอบดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ สอบถามประวัติของผู้เสียชีวิตจากพี่สาวของเธอ ย้อนหลังกลับไปร่วม 10 ปี พบว่า ผู้เสียชีวิต ดื่มเหล้าทุกวัน ดื่มได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ ปริมาณอย่างน้อยครั้งละ 1 กั๊ก (เท่าขวด M-150) ผู้เสียชีวิตมักมีกับแกล้มเป็นแบบสุกๆดิบๆร่วมด้วย เช่น ก้อยปลา  ก้อยกุ้ง หรือ ลาบเลือด  เป็นต้น ในด้านการสูบบุหรี่  ผู้เสียชีวิตมีการสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 15 ปี และสูบมาตลอด สูบได้ทั้งที่เป็นบุหรี่ยาเส้นหรือยาซอง อย่างน้อยวันละ 10-20 มวน  ผู้เสียชีวิตไม่ค่อยชอบการออกกำลังกายที่บอกว่า 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ ไม่สามารถทำได้เลย  มักมีความเครียดบ่อยๆ เป็นคนคิดมาก ไม่เคยได้รับความรักจากสมาชิกในครอบครัว แม้จะดูเหมือนไม่ค่อยคิดอะไร แต่เป็นคนจริงจังในชีวิต เป็นคนนอนหลับยากและนอนไม่ค่อยหลับและมีการขับถ่ายยาก เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ปี 53-55 เพราะเมื่อมีความไว้วางใจในตัวเจ้าหน้าที่  ผู้เสียชีวิตมีอาการไตวาย และสุดท้ายเสียชีวิตด้วยมะเร็งตับ
          ข้อสังเกต ที่คล้ายกัน
          ประเด็นที่ 1 ผู้เสียชีวิตเป็นเพศหญิงเหมือนกัน อายุใกล้เคียงกัน 48 และ 49 ปี
          ประเด็นที่ 2 มีพฤติกรรมการทำตัวเป็นทอมบอย
          ประเด็นที่ 3 การใช้สารเสพติดประเภทเหล้าและบุหรี่
          ประเด็นที่ 4 การชอบรับประทานอาหารแบบสุกๆดิบแกล้มกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
          ประเด็นที่ 5 ไม่ชอบออกกำลังกาย
          ประเด็นที่ 6 มีความเครียดสูง
          ประเด็นที่ 7 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
          ประเด็นที่ 8 ระบบขับถ่ายผิดปกติ

กลุ่มผู้ติดสุราและบุหรี่ในตำบลโคกเพชร ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ตามลำดับ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงาน ที่สามารถหารายได้และนำมาซื้อสุราได้ แต่ สภาพปัญหาครอบครัวและเศรษฐกิจ สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความไม่เพียงพอ ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถปรับตัวได้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงการใช้สารเสพติด จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการที่นำมาใช้เพื่อจัดการกับความเครียดของตนเอง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียตามมา ปัจจุบันมีผู้ที่ติดสุราขั้นรุนแรงจนมีอาการทางจิต จำนวน 5 คน ซึ่งยังก่อความวุ่นวายในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ
ปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชน  
มีกระบวนการดำเนินการเฝ้าระวังป้องกันสารเสพติดในระดับชุมชน ในสถานศึกษา จำนวน 5 แห่ง โดย คุณอิทธิกร เรืองอมรวิวัฒน์ พยาบาลวิชาชีพ ได้ออกให้ความรู้เรื่องสารเสพติดในชีวิตประจำวัน ที่นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ง่าย  โดยเฉพาะสุราและบุหรี่
มีการติดตามพฤติกรรมเด็กและเยาวชนที่ก้าวร้าวในสถานศึกษา โดยประสานงานกับครูอนามัยโรงเรียนให้มีส่วนในการเฝ้าระวังและป้องกันสารเสพติดในสถานศึกษาด้วย
โรงเรียน
นักเรียนประถม
นักเรียนมัธยม
รวมทั้งสิ้น
ชาย
หญิง
รวม
ชาย
หญิง
รวม
บ้านโคกเพชร
17
32
49
0
0
0
49
บ้านเปียมตะลวก
50
25
75
0
0
0
75
บ้านภูมิศาลา
49
50
99
31
22
53
152
บ้านระกา
38
47
85
105
75
180
265
บ้านเสลา
59
48
107
0
0
0
107
รวมทั้งสิ้น
648

การดำเนินการป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาของตำบลโคกเพชร ทางโรงเรียนได้มีกิจกรรมที่ดำเนินด้านการป้องกันสารเสพติด ร้อยละ 100 โดยมีกิจกรรม ดังนี้
โรงเรียนบ้านโคกเพชร
1.       จัดทำป้ายต่อต้านยาเสพติด
2.       การแนะแนวเกี่ยวกับยาเสพติด
3.       ครูให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดหน้าเสาธงและในห้องเรียน
โรงเรียนบ้านเสลาสุขเกษม
1.       อบรมเข้าค่ายพุทธบุตร
2.       อบรมหน้าเสาธง กิจกรรมเสียงตามสาย กิจกรรมชุมนุมต่างๆ
3.       สวดมนต์ไหว้พระทุกวันศุกร์
โรงเรียนบ้านระกา
1.จัดกิจกรรมหน้าเสาธง
2.จัดกิจกรรมรณรงค์ต้านยาเสพติด
3. ให้ความรู้โทษของยาเสพติด
4. ให้คณะกรรมการนักเรียนร่วมกับครูกำกับดูแลสอดส่องนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง
โรงเรียนภูมิศาลา
1.       การเดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด
2.       การประกวดคำขวัญต่อต้านยาเสพติด
โรงเรียนบ้านเปียมตะลวก
1.       กิจกรรมการเยี่ยมบ้าน ให้ความรู้นักเรียนและผู้ปกครอง
2.       กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน  พี่ช่วยน้อง
3.       กิจกรรมค่ายพุทธบุตรต่อต้านยาเสพติด ณ. วัดบ้านเสลา
4.       กิจกรรมออกกำลังกายและนันทนาการ แอโรบิค เล่นกีฬา
5.       จัดป้ายนิทรรศการให้ความรู้ด้านสิ่งเสพติด
แนวทางเพิ่มเติม
1.       การจัดทำโครงการกิจกรรมกลุ่มในการป้องกันยาเสพติด
2.       การทัศนศึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รพ.ที่ทำงานบำบัดผู้ติดสารเสพติด วัดที่บำบัดเพื่อให้เห็นภาพจริง
3.       จัดกระบวนการเรียนการสอน แทรกเวลาสอนทุกวัน
4.       ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนให้ความรู้สอดส่องพฤติกรรมบุตรหลานตนเอง
5.       ทุก หน่วยงานในตำบล รวมทั้งฝ่ายปกครองต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในการดูแลและให้ข้อมูลข่าวสารแก่ทางโรงเรียนเพื่อป้องปราบและป้องกันไม่ให้ ยาเสพติดเข้ามาในโรงเรียนและชุมชน
6.       การให้ความรู้ต้องแบ่งเป็นกลุ่มบุคคลในแต่ละระดับชั้น  โดยแบ่งเป็น กลุ่มมีปัญหา กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติ และมีการแบ่งเป็นช่วงชั้น
7.       การดูแลกลุ่มมีปัญหา กลุ่มเสี่ยงโดยการเยี่ยมบ้าน ประชุมกลุ่มผู้ปกครองกลุ่มละไม่เกิน 5 คน
ภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วม
1.       โรงเรียนทุกแห่งต้องให้ความสำคัญการป้องกันยาเสพติด
2.       โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
3.       อบต. ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
4.       เครือข่ายโรงเรียน
5.       เครือข่ายผู้ปกครอง