วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

การแก้ไขความเครียด

   
ครอบครัวที่เข้าใจ ทำให้ความเครียดลดลงนะคะ
               การทำงานในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งที่ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด หลายคนมีการปรับตัวค่อนข้างลำบาก เพราะต้องทำงานที่บ้าน ดูแลครอบครัว ประสานงานกับคนทั่วไปและทำงานมากมายในขณะเดียวกัน บางคนเกิดความเครียด เกิดความกังวลโดยไม่รู้ตัว จนกระทบต่อการทำงานและเพื่อนร่วมงาน เรามีข้อสังเกต มาแนะนำนะคะ เช่น การที่คนเราจะเครียดได้ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.เครียดแบบมีสาเหตุ 2.เครียดแบบไม่มีสาเหตุ  ยกตัวอย่าง
1.ความเครียดที่มีสาเหตุ อาจจะมาจากหลายประการด้วยกัน เช่น ภาระงานที่มากเกินไป  สิ่งที่ได้ไม่ตรงกับความคาดหวัง เพื่อนร่วมงานขัดแย้งกัน การทำงานมีอุปสรรค ไม่มีใครช่วยแก้ไข ผู้บริหารไม่เข้าใจ ทำให้บรรยากาศในการทำงานไม่มีความสุขก็เป็นไปได้ค่ะ
2.ความเครียดแบบไม่มีสาเหตุ เช่น คิดถึงเรื่องเก่าๆ คิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น การคาดการณ์ล่วง ปัญหาสุขภาพส่วนตัว อยู่ดีดีก็เครียด หรือเรื่องที่เก็บกดอยู่ในใจบอกใครไม่ได้ หรืออาจจะมีเรื่องอื่นๆที่หนักใจ ก็เป็นได้
     การแก้ไข ความเครียดที่เกิดความจากทั้งแบบมีสาเหตุและไม่มีสาเหตุ แต่อาจจะแก้ไขโดยใช้วิธีการเดียวกันก็ได้ เช่น
1. การออกไปจากจุดที่ทำให้เกิดความเครียดสักครู่ เพื่อให้สบายใจมากขึ้นแล้วค่อยกลับมาใหม่
2. ลดการพูดจากับคนรอบข้างสักพัก เพราะคำพูดจากคนที่กำลังมีความเครียด อาจจะไม่ส่งผลดีเท่าใดนัก แต่หากสะกดอารมณ์ ความรู้สึกไม่ให้แสดงความน้อยใจ ผิดหวัง หรือพูดจากกระทบคนอื่นได้ ค่อยพูดออกมานะคะ
3. การออกกำลังกาย แบบเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลได้ดีขึ้น หัวสมองจะได้แล่นและมองโลกในแง่ดีขึ้น
4. การขอตัวเข้าห้องน้ำสักครู่ ช่วยได้นะคะ อย่างน้อย นอกจากจะออกมาเพื่อปลดปล่อยความทุกข์แล้ว ยังเปลี่ยนบรรยากาศได้อีกด้วย
5. การถ่ายภาพตัวเองหรือสิ่งแวดล้อม ข้อนี้ช่วยได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่เห็นหลายๆคนก็เลือกที่จะนำมาใช้ในขณะที่กำลังมีความเครียด โดยเฉพาะการถ่ายภาพตัวเองที่เขาเรียกว่า Selphi
6. การเขียนระบายลงใน ไลน์ ในเฟสบุค หรือส่งรูปลงอินสตาร์แกรม เป็นต้น แต่ก็พึงระวังนิดนึง เพราะเวลาเราเครียด เราไม่พอใจ หลายคนมักใช้ถ้อยคำหรือกริยาที่ไม่สุภาพ แม้จะเป็นเสมือนบ้านของตัวเองแต่ก็ให้ระวัง เพราะสังคมเครือข่าย เป็นสังคมที่มีคนมากมายทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก รู้หน้าไม่รู้ใจ อันตรายอาจจะสามารถเกิดกับเราได้ค่ะ
7. การลาพักผ่อน เพื่อไปผ่อนคลายที่บ้าน ไปท่องเที่ยวหรือเปลี่ยนสถานที่ดูบ้างอาจจะได้ความคิดและแนวทางใหม่ๆในการทำงานและการดำเนินชีวิตค่ะ
8. การมองโลกในแง่ดี ข้อนี้สำคัญมากๆค่ะ คนที่คิดบวกส่วนใหญ่จะมีความเครียดในชีวิตไม่มากและไม่นาน และจะเป็นคนที่ปรับตัวได้ง่าย เข้ากับผู้อืนได้ง่าย และมีที่ปรึกษาค่อนข้างมาก ดังนั้น คนที่คิดบวกจึงไม่ค่อยเก็บความไม่สบายใจหรือความกังวลมาใส่หัวสมองไว้เป็นเวลานาน ดังนั้น ควรปรับวิธีคิดของตนเองให้เป็นคนคิดบวกค่ะ เพราะความจริงแล้ว โลกนี้ อาจจะไม่ได้มีความเลวร้ายมากมายเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเผชิญมันได้มากน้อยหรือไม่เท่านั้นเองค่ะ
9. ยิ้มกับตัวเอง คนในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ทักทายกันทุกๆเช้าก่อนการทำงาน เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเราจะได้รับมิตรภาพที่ดีก่อนการเริมต้นทำงานในวันใหม่
10. การปฏิบัติธรรม มีความจำเป็นมาก หากความเครียดที่เกิดความรุนแรงจนไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการที่เล่ามาเบื้องต้น การเข้าวัดฟังธรรม รับความเงียบ อาจจะทำให้เราทบทวนตนเอง มองเห็นตัวตนของตนเองชัดขึ้น ปัญหาที่เกิด ความเครียดที่เกิด บางครั้งหรือหลายๆครั้งเรามองที่คนอื่นโดยไม่ได้มองตนเอง
          จากการทำงานที่ผ่านมาร่วม 20 ปี ก็คงเป็นเรื่องราวดีดี ที่นำมาบอกเล่าสู่กันฟัง หลายท่านอาจจะมีวิธีแก้ไขที่ดีกว่านี้ก็ได้นะคะ  สามารถนำมาคุยและแลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ และอาจจะมีบางครั้งที่เราต้องการเล่าหรือคุยกับใครสักคน เลือกคนที่คุณไว้ใจนะคะ เพื่อคุณจะได้ไม่คิดว่าโลกนี้มีคุณเพียงคนเดียวที่เครียด อาจจะมีคนอื่นที่เครียดมากกว่าและเขาจัดการมันได้ ไม่หมกมุ่นกับมัน ก็จะรู้สึกดีได้เร็วค่ะ
ขอให้ทุกคนผ่านภาวะเครียดๆนี้ไปให้ได้นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ติดต่อเราได้ที่  ท่านใดมีข้อส่งสัยสามารถฝากคำถามหรือคำชื่นชมไว้ที่ไว้ที่กล่องด้านล่างนี้หรือจะฝากไว้ที่ Facebook หรือจะส่งไปที่ Pentiva_1@hotmail.com ก็ได้นะคะ  ยินดีรับฟังข้อเสนอจากทุกท่านค่ะ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น